หากการทำอาหารต้องมีสูตรที่ใช้และอัตราส่วนที่ลงตัวสำหรับการปรุงเพื่อได้ความอร่อยที่เหมาะสมแล้ว การเทรดการลงทุนกต้องมีความเข้าใจในการลงทุนเช่นกัน วันนี้เราจะพาทุกๆ ท่านไปเรียนรู้เกี่ยวกับ “วิธีตั้ง Stop Loss” พร้อมกับอธิบายเกี่ยวกับ “ใช้เทคนิค Price Action ให้ได้เปรียบ” ให้กับทุกๆ ท่านกันครับ จะเป็นอย่างไรกันบ้างนั้น…เราไปชมพร้อมๆ กันเลยครับ
4 วิธีตั้ง Stop Loss ที่ทำให้เทรดได้ง่ายขึ้น
เมื่อเข้าใจพื้นฐานของ Stop Loss แล้ว มาดูกัน 4 วิธีตั้ง Stop Loss ที่จะช่วยให้การเทรดของคุณง่ายขึ้นและมีวินัยมากขึ้นครับ แต่ละวิธีก็มีจุดเด่นต่างกัน ลองเลือกใช้ให้เหมาะกับสไตล์การเทรดของคุณ
1. ตั้งเป็นเปอร์เซ็นต์ (Percentage Stop)
วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและเหมาะสำหรับมือใหม่ เพราะคุณแค่มองว่า “ฉันจะยอมขาดทุนไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินที่ลงทุนไป”
- วิธีการ: กำหนดเปอร์เซ็นต์ที่คุณยอมรับได้ เช่น 5% หรือ 10% ของราคาที่คุณซื้อสินทรัพย์นั้นมา
- ตัวอย่าง: คุณซื้อหุ้น A ที่ราคา 100 บาท และตั้งใจจะขาดทุนไม่เกิน 7%
- Stop Loss ของคุณจะอยู่ที่ 100−(100×0.07)=93 บาท
- ถ้าหุ้น A ตกลงมาถึง 93 บาท คุณจะขายออกทันที
- ข้อดี:
- ง่ายต่อการคำนวณและนำไปใช้: ไม่ต้องดูอินดิเคเตอร์หรือกราฟซับซ้อน
- จำกัดความเสี่ยงต่อการลงทุนได้ชัดเจน: คุณรู้ทันทีว่าถ้าพลาด คุณจะเสียเงินไปเท่าไหร่
- เหมาะสำหรับ: มือใหม่, ผู้ที่ต้องการความเรียบง่าย, และผู้ที่ไม่ได้เน้นการวิเคราะห์กราฟเชิงลึก
2. ตั้งตามแนวรับ/แนวต้าน (Support/Resistance Stop)
วิธีนี้เป็นที่นิยมในหมู่นักเทรดที่ใช้การวิเคราะห์กราฟ (Technical Analysis) เพราะเป็นการตั้ง Stop Loss ที่มีเหตุผลรองรับทางเทคนิค
- วิธีการ:
- แนวรับ (Support): เป็นระดับราคาที่มักจะมีแรงซื้อเข้ามาทำให้ราคาหยุดตกและเด้งกลับขึ้นไป เมื่อซื้อหุ้นขาขึ้น คุณจะตั้ง Stop Loss ต่ำกว่าแนวรับเล็กน้อย
- แนวต้าน (Resistance): เป็นระดับราคาที่มักจะมีแรงขายเข้ามาทำให้ราคาหยุดขึ้นและย่อตัวลง
- เมื่อราคาทะลุแนวรับลงไป หรือทะลุแนวต้านขึ้นไป (ในกรณี Short Sell) นั่นอาจบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์
- ตัวอย่าง:
- คุณซื้อหุ้น B ที่ราคา 50 บาท เพราะเห็นว่ามีแนวรับสำคัญอยู่ที่ 48 บาท
- คุณจะตั้ง Stop Loss ที่ 47.50 บาท (ต่ำกว่าแนวรับ 48 บาทเล็กน้อย)
- ถ้าหุ้น B หลุด 48 บาทลงมาจนถึง 47.50 บาท แสดงว่าแนวรับนี้อาจเอาไม่อยู่แล้ว และราคาอาจจะลงไปอีก คุณก็จะขายออก
- ข้อดี:
- มีเหตุผลทางเทคนิค: จุด Stop Loss มีนัยสำคัญทางตลาด
- ลดการถูก Stop Loss บ่อยๆ (Noise): เพราะเป็นการรอให้ราคาทะลุจุดสำคัญจริงๆ
- เหมาะสำหรับ: นักเทรดที่ใช้กราฟเทคนิค, ผู้ที่เข้าใจแนวรับ-แนวต้าน
3. ตั้งตามความผันผวน (Volatility Stop)
วิธีนี้จะปรับ Stop Loss ให้เข้ากับ “การแกว่งตัว” ของราคาหุ้น ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละตัว
- วิธีการ: ใช้เครื่องมือวัดความผันผวน เช่น Average True Range (ATR)
- ATR คือค่าเฉลี่ยของช่วงการแกว่งตัวของราคาในแต่ละวัน (หรือแต่ละแท่งราคา)
- คุณจะกำหนด Stop Loss โดยใช้ราคาซื้อ ลบด้วยค่า ATR คูณด้วยตัวคูณที่คุณกำหนด (เช่น 1x ATR, 2x ATR)
- ตัวอย่าง:
- คุณซื้อหุ้น C ที่ราคา 20 บาท
- ค่า ATR ของหุ้น C อยู่ที่ 0.50 บาท
- คุณตัดสินใจตั้ง Stop Loss ที่ราคาซื้อ ลบด้วย 2 เท่าของ ATR
- Stop Loss ของคุณจะอยู่ที่ 20−(2×0.50)=20−1=19 บาท
- ถ้าหุ้น C มี ATR กว้าง (ผันผวนสูง) Stop Loss ก็จะห่างขึ้น ถ้า ATR แคบ (ผันผวนต่ำ) Stop Loss ก็จะใกล้ลง
- ข้อดี:
- ปรับตามธรรมชาติของหุ้น: หุ้นที่มีการแกว่งตัวเยอะ Stop Loss จะห่างออกไป เพื่อไม่ให้ถูกชนง่ายๆ
- มีความยืดหยุ่น: เหมาะกับตลาดที่ผันผวน
- เหมาะสำหรับ: นักเทรดที่เข้าใจเครื่องมือทางเทคนิค, ผู้ที่ต้องการ Stop Loss ที่ปรับตามสภาวะตลาด
4. Trailing Stop (เลื่อน Stop Loss ตามกำไร)
วิธีนี้เป็นวิธีที่ช่วย “ล็อกกำไร” และปล่อยให้กำไรวิ่งต่อไปได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
- วิธีการ: คุณกำหนดระยะห่าง (เป็นเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนเงิน) จากจุดสูงสุดที่ราคาสินทรัพย์เคยทำได้
- เมื่อราคาสินทรัพย์ขยับขึ้น จุด Trailing Stop ก็จะขยับตามขึ้นไป
- แต่เมื่อราคาสินทรัพย์ย่อตัวลง Trailing Stop จะ คงอยู่ที่เดิม ไม่ขยับลงมา
- ถ้าสินทรัพย์ราคาตกลงมาชน Trailing Stop ที่เลื่อนขึ้นไป คุณก็จะขายออก เพื่อรักษากำไรที่ได้มา
เทคนิค Price Action ทำอย่างไร?
Price Action คือเทคนิคการวิเคราะห์และตัดสินใจซื้อขายโดย การอ่านพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคาเพียงอย่างเดียว บนกราฟราคา โดยไม่จำเป็นต้องใช้ Indicator (ตัวชี้วัด) ทางเทคนิคที่ซับซ้อนมากมาย หรืออาจใช้แค่เพียงบางตัวเพื่อยืนยันสัญญาณเท่านั้น ซึ่งหัวใจของ Price Action คือการทำความเข้าใจว่า “ตลาดกำลังบอกอะไรเรา” ผ่านรูปแบบของแท่งเทียน (Candlestick Pattern) และโครงสร้างของราคา (Price Structure) ที่เกิดขึ้นบนกราฟ ซึ่งสะท้อนถึงการต่อสู้ระหว่างแรงซื้อ (Demand) และแรงขาย (Supply) ในตลาด
เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับข้อมูลเกี่ยวกับ “วิธีตั้ง Stop Loss” ที่เราได้รวบรมมาฝากท่านผู้อ่านทุกๆ ท่านกันในบทความข้างต้นนี้ คิดว่าน่าจะเป็นแนวทางและข้อมูลที่ดีสำหรับการใช้งาน Stop Loss กันนะครับ

